ชาวนาเดือด ยิงหัวหนุ่มตรวจข้าว ฉุนโดนกดราคาดิ่งเหว

ชาวนาเดือด ยิงหัวหนุ่มตรวจข้าว ฉุนโดนกดราคาดิ่งเหว

กรณีเหตุยิงกันเสียชีวิต บริเวณลานตากข้าว ถนนดอกคำใต้-จุน หมู่ 3 ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา พบร่างผู้เสียชีวิต นายธรรมนิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ชาว อ.เมือง จ.ลำพูน ในสภาพนอนคว่ำหน้า ถูกยิงด้วยอาวุธลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์บริเวณศีรษะจนสมองแตกกระจาย เลือดไหลนองพื้น นอนคว่ำบนพื้นลานตากข้าว และใกล้กันก็พบอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษบ์ตกอยู่ห่างศพ 2 เมตร ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย.63 ที่ผ่านมา

ส่วนคนก่อเหตุ คือ นายสุพจน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี เป็นเกษตรกรชาวนา พื้นที่หมู่ 1 ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ หลังจากใช้อาวุธปืนยิงคนตายก็ไม่ได้หลบหนี แต่รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบริเวณจุดเกิดเหตุพบรถจักรยานที่นายสุพจน์ ปั่นมาจอดไว้ หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและ พกพาอาวุธปืน ยิงปืนในที่สาธารณะหมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ที่เหตุการณ์ทราบว่า นายสุพจน์ ได้นำข้าวมาขายให้กับจุดรับซื้อวันที่ 24 พ.ย.63 ที่ผ่านมา แต่พบว่ามีการกดราคา รอบเช้าได้ 10.50 บาท รอบบ่ายได้ 9.50 บาท จึงทวงถามแต่มีการโต้แย้งกัน และเกิดการโต้เถียงกัน ผู้ก่อเหตุจึงนำอาวุธปืนมายิงผู้ตรวจข้าวจนเสียชีวิต

ล่าสุดวันที่ 26 พ.ย. 63 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางสุพิน ธรรมปัญญา พี่สาวของนายสุพจน์ ระบุว่า น้องชายของตนเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน ประกอบอาชีพเป็นทั้งชาวนาและช่าง มีนิสัยที่อ่อนโยนและช่วยเหลือเพื่อนบ้าน งานสังคม มาโดยตลอด แต่ที่ตัดสินใจยิงผู้ตรวจข้าวนั้น คาดว่าจะเป็นการกดดันในเรื่องของการขายข้าว ซึ่งตนก็ได้รับทราบข่าวจากกลุ่มชาวบ้านที่ขายข้าวในพื้นที่ว่า มีปัญหามาโดยตลอด ทั้งที่ข้าวในแปลงเดียวกันในช่วงเช้า สามารถจำหน่ายได้ แต่ในช่วงบ่ายก็ไม่สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งตรงนี้คาดว่าจะเป็นแรงกดดันให้น้องชายก่อเหตุดังกล่าว ตนก็รู้สึกเสียใจที่น้องชายเกิดความวู่วามมาจนเกินไป

นายปิยพันธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ลูกชายนายสุพจน์ เปิดใจกับทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ว่า ตนเป็นลูกชายคนเดียว ของนายสุพจน์ วันเกิดเหตุตนทำงานอยู่ต่างจังหวัด ปกติแม่จะอยู่บ้านหลังนี้กับพ่อ 2 คน ส่วนเหตุการณ์เกิดจากพ่อประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และนำไปขายได้ราคาที่ไม่เท่ากัน พ่อจึงเสียใจ พ่อนอนไม่หลับ เครียดทั้งคืน และดื่มเหล้า จากที่ปกติจะไม่ดื่มเยอะ แม่ก็ได้ให้กำลังใจว่า "สู้ไปด้วยกัน อย่าเครียด" ตนอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมาหาพ่อให้กำลังใจพ่อ แต่พ่อพูดจาแปลก ๆ "เขาพูดจาไม่ดี ไล่ให้ไปขายที่อื่น ถ้าไม่ขายก็ไม่เป็นไร ทั้งที่ร่วมโครงการอยู่ " พ่อจึงเครียดและน้อยใจที่ชาวนาทำข้าวทั้งปี ราคาไม่ดี ยังมาถูกกดราคา

กระทั่งวันที่ 25 พ.ย.63 พ่อจึงตัดสินใจปั่นจักรยาน เอาปืนไปยิงเจ้าหน้าที่ตาย ส่วนปืนพ่อมีนานแล้ว เป็นปืนที่ตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่า ตนยอมรับว่าพ่อทำผิดกฎหมาย และในทางคำพูด ผู้ตายไม่น่ามาพูดดูถูกชาวนาแบบนี้ ส่วนตัวฟังจากพ่อแม่และชาวบ้านไม่เคยเจอผู้ตาย แต่พ่อทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนชาวนาดอกคำใต้ ยอมเสียสละที่ทำไปแบบนี้เพราะสุดทน คนอื่นไม่มีใครกล้า ตอนนี้แม่เครียดมากไม่คิดว่าพ่อจะไปทำแบบนนี้ และตนทำงานต่างจังหวัดก็อดห่วงแม่ไม่ได้

ทั้งนี้ถ้าลางานได้จะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ ส่วนตัวอยากขอโทษครอบครัวผู้ตายแทนพ่อ เพราะพ่ออาจดื่มเหล้าเมาไม่ยั้งคิดจึงเกิดเหตุ ส่วนฝั่งผู้ตายตนไม่พูดถึง เพราะเขาตายไปแล้ว ส่วนทางคดีตอนนี้พ่อถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ได้หนีไปไหน ยืนรอให้ตำรวจจับไปตั้งแต่เมื่อวาน

นอกจากนี้ นายปิยพันธ์ ลูกชายนายสุพจน์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สำหรับราคาซื้อข้าวที่เป็นสมาชิกของบริษัท จะต้องได้ราคาพิเศษ เพิ่มอีก30 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่ในวันที่นำไปขาย 24 พ.ย.63 รอบแรกช่วงครึ่งวันเช้า ให้ราคากลางกิโลกรัมละ 10.20 บาท โดยนายสุพจน์ นำข้าวไปขาย ประมาณ 5.7 ตัน ตกกิโลละ 10.50 บาท คิดเป็น เป็นเงินประมาณ 60,000 บาท

รอบ 2 บ่ายโมง พบว่าราคากลางช่วงบ่ายกลับลดลง ทั้งที่ข้าวน่าจะได้ราคาดีกว่าช่วงเช้า กลับเหลือแค่ราคากลาง 9.90 บาท แต่ข้าวนายสุพจน์เกี่ยวได้มา 4.7 ตัน นายธรรมนิตย์กลับประเมินคิดราคาให้แค่ 9.5 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 40,000 บาท

ทั้งนี้ทั้ง 2 ใบเสร็จ ไม่มีการระบุค่าความชื้นให้นายสุพจน์ มีแค่ราคาน้ำหนักและราคาที่ได้ นายสุพจน์จึงเกิดความเครียด เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายอีกจำนวนมาก

พ่อเช่าที่นาจำนวน30 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ มีภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าที่คิดเป็นเงิน 1,500 บาทต่อไร่ /ต่อปี = 45,000 บาท ค่าปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี ประมาณ 1,500/ไร่ ต่อปี คิดเป็น 45,000 บาท ค่ารถเกี่ยว 450 บาทต่อไร่ ประมาณ 13,500 บาท รวมค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ 103,500 บาท ราคานี้ยังไม่หักหนี้เงินกู้ ธกส. ค่าบำรุงรักษาข้าว จึงทำให้เครียดและก่อเหตุดังกล่าว

ผู้สื่อข่าว เดินทางไปยังบริเวณจุดรับซื้อข้าว ท่าข้าวโชคอุดม 3 ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ พบว่าวันนี้จุดรับซื้อข้าวปิดช่วยคราว และยกเลิกการจัดซื้อข้าวจำนวนหลายจุด หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ทีมข่าวพูดคุยกับ นายอมร (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในจุดรับซื้อข้าว บอกว่า เหตุการณ์นี้ไม่น่าเกิดขึ้น นายธรรมนิตย์ ผู้ตาย ทำงานกับบริษัทมา 3 ปีแล้ว และเวลามีข้อมูลเรื่องข้าวหรือข้อมูลราคาข้าว นายธรรมนิตย์ จะเป็นคนพูดคุยกับชาวบ้านเป็นชุดแรก และรู้กติการในการซื้อราคาที่ถูกกำหนดมา ประกอบกับราคาตลาด และค่าความชื้น บางทีเวลาชาวนาไม่เข้าใจ จะมองว่าเป็นการกดราคา และนายสุพจน์ คนยิง ช่วงนี้ราคาข้าวมันต่ำตามภาวะตลาด และฝ่ายนายธรรมนิตย์ ก็ไม่ใช่คนกำหนดราคาข้าวเอง แค่ประเมินตามเกณฑ์บริษัท อยู่ที่เจ้านายอีกที

ส่วนนิสัยใจคอนายธรรมนิตย์ ก็เป็นคนดี คุยปกติ และเป็นคนเข้าถึงชาวบ้านตลอด และชาวบ้านรู้ดีว่าถ้าเป็นสมาชิกจะได้เงินราคาขายข้าวเปลือก 30 สตางค์ ต่อ1 กิโลกรัม ส่วนคนยิงปกติไม่เมาจะเป็นคนดี เป็นคนเงียบ ๆ อาจจะเครียดและมาเจอภาวะกดดันหลายอย่าง จึงก่อเหตุ ตนสงสารและเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย และอยากให้ชาวนา เข้าใจว่าผู้ตายไม่ใช่คนกำหนดราคาขายข้าวเลย ระบบบริษัทจะถูกกำหนดไว้หมดแล้ว และข่าวที่ออกไปบอกว่าไปกดราคาข้าวนายสุพจน์ ในรอบแรกให้ราคา 10.50 บาท แต่รอบ 2 ได้ 9.50 บาท จริง ๆ แล้ว นาแปลงเดียวกันก็จริง แต่คุณภาพและการอุดมสมบูรณ์ และการตากแห้งและความชื้นมากน้อยจะไม่เท่ากัน

นายเสริมชัย ยศเปรมประเสริฐ อายุ 60 ปี พ่อของผู้ตาย เปิดเผยว่า ลูกชายเป็นแค่ลูกจ้าง เขาต้องทำตามระเบียบและขั้นตอนการซื้อขายข้าวตามที่บริษัทกำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปตามความชื้นของข้าว แต่ตนไม่เข้าใจว่าทำไมคนยิงถึงได้ทำรุนแรงขนาดนี้ ลูกชายใกล้จะแต่งงานในต้นปีหน้า อายุแค่ 34 ปี ยังมีอนาคตอีกไกล ส่วนผู้ก่อเหตุอายุ 58 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำไมถึงใจร้อนตัดอนาคตของเด็กที่เพิ่งจะเริ่มต้นชีวิต

ทั้งนี้เท่าที่ตนทราบก่อนที่จะเกิดเหตุ เย็นวันที่ 24 พ.ย.63 ตอนนั้นผู้ก่อเหตุได้มาขายข้าวให้กับจุดรับซื้อ และปรากฏว่าข้าวมีความชื้นมาก ลูกชายจึงให้ราคาตามที่บริษัทกำหนด แต่ผู้ก่อเหตุไม่พอใจ จนกระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าวในช่วงสายวันที่ 25 พ.ย.63 ซึ่งตอนนั้นลูกชายกำลังทำงานอยู่และหันหลังให้ จึงถูกยิงเสียชีวิต โดยที่ไม่รู้ตัวเลย

ที่มา รายการทุบโต๊ะข่าว

banner

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ