อุ๊บ วิริยะ ขอโทษ แม่ชมพู่ ที่ทำให้โดนทัวร์ลง

อุ๊บ วิริยะ ขอโทษ แม่ชมพู่ ที่ทำให้โดนทัวร์ลง

หลังจากที่มีกระเเสข่าว อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ ผู้จัดการดาราและเป็นนักปั้นมือทอง มีโปรเจกต์ที่จะสร้างภาพยนตร์ กกกอก อ้างอิงจากคดีดัง น้องชมพู่ โดยมีการวางตัวละครไว้คร่าว ๆ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้เดินทางไปพูดคุยกับพ่อเเม่น้องชมพู่ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ และให้กำลังใจชาวบ้าน ซึ่งการไปครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสว่า อุ๊บ วิริยะ เกาะกระแส สร้างภาพ เอาหน้า และได้พูดคุยหลังไมค์กับนางสาวิตรี แม่ของน้องชมพู่ ด้วยการให้เงิน 3 ล้านบาท แลกกับความยินยอมในการสร้างภาพยนตร์

อุ๊บ วิริยะ ชี้แจงผ่านอมรินทร์ทีวีถึงประเด็นทั้งหมดว่า ตนไม่เคยพูดเสนอเงิน 3 ล้านบาทให้แม่น้องชมพู่ เพื่อแลกกับการขออนุญาตสร้างภาพยนตร์ ขอโทษที่ทำให้นางสาวิตรีถูกโจมตี จากที่สัมผัสนางสาวิตรีเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ ตนรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางไปหมู่บ้านกกกอก แล้วยังต้องเจอกับกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงอีก

ทั้งนี้ตนได้พูดคุยกับนางสาวิตรีแล้ว ตนอยากทำภาพยนตร์ที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ชม ตนไม่ได้ย่ำยี่น้องชมพู่ ตนเข้าใจนางสาวิตรีว่ายังคงสะเทือนใจกับการสูญเสีย แต่ภาพยนตร์ไม่ได้จะสร้างวันนี้พรุ่งนี้ ต้องรอให้คดีจบลงก่อน และกระบวนการสร้างการผลิตเองก็ต้องใช้เวลานานหลายปี เช่น ภาพยนตร์ซีอุย ตี๋ใหญ่ เชอร์รี่แอน คืนบาปพรหมพิราม ฯ

โดยมีอยู่ช่วงการสนทนาหนึ่งที่ตนได้พูดคุยกับนางสาวิตรี เกี่ยวกับงานบุญที่ตนได้ทำมาตลอดทั้งปี เช่น การเปิดรับบริจาคเงินให้แม่จ่าคลั่งโคราช ยอดเงิน 3 ล้านบาท การช่วยเหลือน้องแจ๋วแหวว ให้ทำตามฝันเป็นนางแบบ และการช่วยเหลือพี่เตี้ย มช.

นอกจากนี้ตนคาดว่าสื่อบางสื่อน่าจะเข้าใจผิด นำยอดเงินการช่วยเหลือแม่จ่าคลั่งโคราช มารวมกับค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ทำให้ตนและนางสาวิตรีถูกสังคมโจมตี ตนขอชี้แจงว่า ตนไม่เคยเสนอและให้เงินครอบครัวน้องชมพู่ 3 ล้านบาท ตนต้องขอโทษครอบครัวน้องชมพู่ ขอโทษชาวกกกอก

โดยเฉพาะนางสาวิตรี ที่ตนทำให้ต้องเดือดร้อน ถูกสังคมโจมตีต่อว่าเสีย ๆ หาย ๆ ซึ่งบางคอมเมนต์เป็นที่น่าสลดใจ เรียกนางสาวิตรีว่า "อี" หาว่านางสาวิตรีเป็นแม่ใจร้าย ไม่รักลูก ไม่เสียใจ เห็นแก่เงินค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์

จากที่ตนได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวน้องชมพู่ นางสาวิตรีไม่ได้เป็นไปอย่างที่สังคมกล่าวหา แม่ทุกคนรักลูก นางสาวิตรีเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ไม่ใช่คนหวานและมีมารยาหญิงอย่างที่สังคมอยากให้เป็น หากคนที่ต่อว่านางสาวิตรีได้ลองมาสัมผัสพูดคุยแบบตนจริง ๆ ก็คงจะเข้าใจ

โดย "อุ๊ย วิริยะ" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ค่าลิขสิทธิ์ในการนำเรื่องราวมาสร้างภาพยนตร์ในเมืองไทย ราคาอยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น ไม่เหมือนกับที่ต่างประเทศ

ส่วนในประเด็นโหนกระแสเดินทางไปกกกอก ยอมรับอยากทำภาพยนตร์เป็นอุทาหรณ์สังคม แต่ไม่ได้สร้างภาพอยากดัง เพราะดังอยู่แล้ว ตั้งปณิธานอยากช่วยสังคม จะไปกกกอกอีกครั้ง ทำบุญ 100 วันให้น้องชมพู่ ไม่สนไม่แคร์คนด่า ถามกลับคนด่าทำได้แบบตนไหม เชื่อการไปกกกอกครั้งนี้ไปในฐานะตัวแทนคนวงการบันเทิง ช่วยคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดของชาวบ้าน

ตนเดินทางไปกกกอก เนื่องจากมีข่าวออกไปว่าตนอยากสร้างภาพยนตร์เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม โดยอ้างอิงจากคดีน้องชมพู่ ตนจึงต้องเดินทางไปพูดคุยปรับความเข้าใจ และชี้แจงต่อครอบครัวน้องชมพู่ เหมือนเป็นการให้เกียรติ ส่วนการที่ตนวางตัวนักแสดงไปนั้น เป็นการวางตัวแบบคร่าว ๆ เพื่อที่สื่อจะเห็นภาพ ตนยังไม่มีการทาบทาบหรือพูดคุยกับนักแสดง จึงอาจทำให้เกิดดราม่ากับแฟนคลับนักแสดงหรือผู้ที่เห็นต่างได้ ซึ่งในอนาคตภาพยนตร์อาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ไม่มีใครรู้ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นักแสดง คิว ทุน

อย่างไรก็ดี ตนไม่สนใจคนที่ต่อว่าว่าตนเกาะกระแส ตนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกกกอกเอง ตนไม่ได้สร้างกระแส ตนดังอยู่แล้ว ไม่มีอะไรสามารถบั่นทอนความตั้งใจดีของตนได้ คนด่าตนทำได้แบบตนไหม ช่วยคนได้ไหม ช่วยหมาแมวมูลค่า 10 ล้านบาทได้ไหม

นอกจากนี้ อุ๊บ วิริยะ จะเดินทางไปกกกอกอีกครั้งในวันทำบุญครบ 100 วัน น้องชมพู่ หากถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล จะจัดงานเลี้ยงให้หมู่บ้านกกกอก และจะให้ทอง 3 บาทแก่ลุงพล ให้ทอง 2 บาทกับป้าแต๋น เพราะลุงพลเกิดวันที่ 17 ส.ค.

โดยตนได้แจ้งพ่อแม่น้องชมพู่แล้วว่า ตนจะเดินทางไปทำบุญครบ 100 วัน น้องชมพู่ และยินดีจะเป็นเจ้าภาพงานบุญให้ ซึ่งตนแสดงความบริสุทธิ์ใจ การไม่ขอเบอร์ติดต่อครอบครัวน้องชมพู่แม้แต่คนเดียว เป็นการแสดงว่า ตนจะไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว แต่ไม่ตื้อหรือเจรจาเกี่ยวกับภาพยนตร์ลับหลังสังคม ซึ่งนอกจากจะเดินทางไปทำบุญครบ 100 วันแล้ว ตนก็จะเดินทางไปเยี่ยมลุงพลด้วย เพราะตนต้องการให้กำลังใจแก่ทุกฝ่าย

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ