เตือนโควิดสายพันธุ์ใหม่ สุดน่ากลัว

เตือนโควิดสายพันธุ์ใหม่ สุดน่ากลัว

เมื่อ 25 พ.ย. 64 เดลี่เมลรายงาน บรรดาผู้เชี่ยวชาญประสานเสียงเตือนให้ระวังเชื้อโควิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์ใหม่ สุดสยอง จากบอตสวานา ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า B.1.1.529 ซึ่งเกิดการกลายพันธุ์มากที่สุดเท่าที่เคยพบ และอาจอันตรายกว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่กำลังระบาดทั่วโลกในขณะนี้อีกด้วย

ความน่ากลัวของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ซึ่งยังถูกตั้งชื่อเรียกว่า Nu ก็คือ มันเกิดการกลายพันธุ์มากถึง 32 ตำแหน่ง จนถือเป็นเชื้อโควิด-19 ที่เกิดกลายพันธุ์มากที่สุดเท่าที่เคยพบเลยเดียว และขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 อยู่ที่เพียง 10 ราย แต่พบผู้ติดเชื้อใน 3 ประเทศแล้ว และจะแพร่ระบาดมากขึ้น

การกลายพันธุ์ถึง 32 ตำแหน่งของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากชี้ว่าจะทำให้เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์นี้ แพร่กระจายได้สูงขึ้น, สามารถต่อต้านวัคซีนและยังเป็นเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงที่โปรตีนหนาม หรือ สไปค์โปรตีน มากที่สุดกว่าสายพันธุ์อื่นอีกด้วย

ศาสตราจารย์ Francois Balloux นักพันธุศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอนในอังกฤษ ชี้ว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ดูเหมือนอุบัติขึ้นจากการติดเชื้อแบบอ้อยอิ่งในผู้ป่วยคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งบางทีผู้ป่วยรายนี้อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอดส์

การเปลี่ยนแปลงของสไปค์โปรตีน ของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้การฉีดวัคซีนในปัจจุบันนี้ต้องพบกับความยากมากขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจากการฉีดวัคซีนในขณะนี้ จดจำเชื้อโควิด-19 ที่เป็นเชื้อโควิดก่อนหน้านี้

ด้าน ดร.ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาประจำมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ในอังกฤษ ซึ่งเป็นนักไวรัสวิทยาคนแรกที่หยิบยกการพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ได้อธิบายถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529

ว่าเป็นการผสมผสานการกลายพันธุ์ที่น่าสยอง พร้อมกันนั้น ดร.พีค็อก ยังเตือนว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ ถือเป็นเชื้อไวรัสโควิดที่มีศักยภาพความร้ายกาจที่จะก่อให้เกิดความเลวร้ายมากที่สุดกว่าเชื้อทุกชนิด รวมทั้งเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ตาม เตือนโควิดสายพันธุ์ใหม่ สุดน่ากลัว B.1.1.529 คาดฟักตัวจากผู้ป่วยเอดส์

ขอบคุณ เดลี่เมล

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ