ศบค.เห็นชอบ เพิ่มพื้นที่สีฟ้าอีก 15 จังหวัด

ศบค.เห็นชอบ เพิ่มพื้นที่สีฟ้าอีก 15 จังหวัด

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 ต.ค. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์ CV-19 (ศบค.) แถลงข่าวถึงผลประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานการประชุม ว่า

ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตัวเลขผู้ติด CV-19 เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้มีการตั้ง ศปก.ศบค.ส่วนหน้า คอยบัญชาการและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย เพื่อให้การควบคุมเกิดผลทั่วประเทศ

ขณะที่แผนรองรับการเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้ ที่จะมีการเปิดรับประเทศที่เสี่ย งต่ำอย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐอเมริกา นั้น ในที่ประชุม ได้มีการพูดคุย ให้ยกเลิกการกำหนดประเทศที่เป็นความเสี่ย ง CV-19 เนื่องจากเป็นเรื่องเดิม ต่างประเทศก็มีการยกเลิกเช่นเดียวกัน อีกทั้งเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นไม่เหมาะกันสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังให้กำหนดเกณฑ์มาตรการส่วนบุคคล กำหนดการเข้าราชอาณาจักร

ในที่ประชุมยังมีมติขยายจังหวัดสีฟ้า จากเดิมที่มี 4 จังหวัด ประกอบด้วย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ เพื่อขยายพื้นที่ท่องเที่ยว โดยในวันที่ 1-30 พ.ย. จะเพิ่มให้รวมเป็น 15 จังหวัด อาทิ เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ (เฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ) พังงา(ทั้งจังหวัด) กระบี่ (ทั้งจังหวัด) ประจวบคีรีขันธ์ (แค่ ต.หัวหิน และหนองแก) เพชรบุรี(ชะอำ) ชลบุรี (พัทยา อ.บางละมุง ต.นาจอมเทียน ต.บางเสร่ เกาะสีชัง อ.ศรีราชา)

ระนอง (เกาะพยาม) เชียงใหม่ (อ.เมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า) เลย (เชียงคาน) บุรีรัมย์ (เมือง) หนองคาย (เมือง ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ สังคม) อุดรธานี (เมือง นายูง หนองหาน ประจักษ์ศิลปาคม กุมภวาปี บ้านดุง) ระยอง (เกาะเสม็ด) และ ตราด (เกาะช้าง) โดยเลือกที่เป็นเมืองท่องเที่ยว และเกณฑ์จะเป็นพื้นที่นำร่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในเดือน ธ.ค. จะมีการปรับเพิ่มจังหวัดสีฟ้า ขึ้นมาอีก 16 จังหวัด อาทิ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ สุโขทัย โดยเกณฑ์จะเป็นพื้นที่เมืองหลัก

ทั้งนี้ต้องรอเข้าที่ประชุม ที่มีพลเอก สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ในฐานะประธาน ศปก.ศบค. พิจารณาก่อนจะมาชี้แจงอีกครั้ง

ส่วนแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการเข้าประเทศแบบไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่นั้น แผนการดำเนินงาน จะต้องมีเรื่อง การฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่น และสร้างเสริมวัฒนธรรม ประกอบด้วย

โดยในเรื่อง แผนเปิดประเทศอย่างปลอดภัย หรือ Smart entry ได้เนินความสำคัญคือ การปรับแผนมาตรการของผู้เข้าประเทศ ลดการกักตัว ปรับการตรวจหา CV-19 ค่าประกัน (รายละเอียดจะหารือกันอีกครั้ง) รวมถึงการเฝ้าระวัง การลักลอบเข้าประเทศ จัดระบบแรงงานเข้าประเทศ ซึ่งทางมหาดไทยไปและกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้ดูแลและดำเนินการ

นอกจากนี้ ในแผนเปิดประเทศ ยังให้เตรียมแผนเฝ้าระวังกลุ่มเปราะบาง เตรียมแผนด้านสาธารณสุข พัฒนาฐานข้อมูล และการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยในที่ประชุมได้สั่งให้ไปทำแผน ซึ่งภายใน 2 เดือนที่เหลือ ให้ ศบค.อนุมัติแผนดังกล่าวแล้วถ่ายทอดไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้จัดทำแผนและดำเนินการ โดยให้วันที่ 1-31 พ.ย. นี้ เป็นระยะที่ 1 จากนั้นจะมีการประเมินและดำเนินการในระยะที่ 2 ส่วนระยะที่ 3 คือ ตั้งแต่ 1 ม.ค. เป็นต้นไป

นพ.ทวีศิลป์ ยังกล่าวในตอนท้ายเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมวันนี้ สรุปแล้วมีการเห็นชอบ คือ

1.ให้เข้าประเทศแบบไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ยังไม่มีการแจ้งประเทศเพิ่มเติม

2.ยกเลิกการกำหนดประเทศที่เป็นความเสี่ย ง CV-19

3.เห็นชอบแผนการรองรับเปิดประเทศ และแผนเร่งรัดในการเปิดประเทศ

อย่างไรก็ตาม เห็นชอบขยายพื้นที่สีฟ้าอีก 15 จ. เริ่ม 1 พ.ย. นี้ แต่ยังไม่แจ้งประเทศเข้าไทยเพิ่ม

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ